ภึงกระดู…ภูกระดึง ไม่ไปไม่ได้แล้ว

ตอนเป็นนักเรียนได้ยินเพลงภูกระดึง จากวงดนตรีสุนทราภรณ์  แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปเที่ยวภูกกระดึงเลย  จนกระทั่งเป็นน้องใหม่แผนกอิสระสื่อสารมวลชนและการประชาสัมพันธ์ จุฬาฯ เมื่อปี 2512  ก่อนปิดเทอมภาคแรกได้ข่าวว่ารุ่นพี่จะพาน้องใหม่ขึ้นภูกระดึง

        กำหนดวันที่ 23 ตุลาคม  2512  คือช่วงเช้าน้องใหม่ไปร่วมถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า  ตกบ่ายก็แยกย้ายตามอัธยาศัย  ตอนเย็นนัดขึ้นรถที่หน้าคณะ  ซัก 3-4 ทุ่มล้อหมุนมีเป้าหมายที่บ้านศรีฐาน อำเภอ     ภูกระดึง จังหวัดเลย   จำได้ว่าเลยขอนแก่นมาไม่นาน  มีเสียงบอกโชเฟอร์ว่าให้จอดปั๊มน้ำมันด้วย มีน้องท้องเสีย

       น้องใหม่ที่น่ารักคนนั้นชื่อศรีวิการ์  หรือ “จี้” นี่เอง

        เมื่อส่งกระเป๋าให้ลูกหาบช่วยหามขึ้นภูแล้ว  น้องใหม่ใส่เสื้อแขนยาวสีขาว เพื่อง่ายต่อการควบคุม….  เอ้ย..ดูแลได้ทั่วถึงไม่ให้แตกแถวจะหลงป่าเอา  รุ่นพี่บอกสั้นๆ ว่าไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เดิน จุดแรกที่จะขึ้นไปถึงคือซำแฮก  พวกเราก็หัวเราะกันซำอะไรว๊ะชื่อซำแฮก

        ระยะทางจากตีนภูถึงซำแฮกก็ไม่ไกลเท่าไหร่ ปรากฏว่าน้องใหม่หอบ “แฮกๆ”  กันเลย  เหนื่อยจนหัวเราะไม่ออกไม่เหมือนได้ยินชื่อตอนแรก…..(ฮา)

        ระยะทางจากตีนภูถึงที่พัก 5.5 กิโลเมตร สูงจากพื้นดิน 1,316 เมตร เอาเป็นว่าผมเดินขึ้นตอน 8 โมงเช้า อาศัยความเป็นนักกีฬา  เดินถึงที่พักบ่ายโมงครึ่ง

        ลืมบอกเรื่องสำคัญไป ว้นที่ 24 ตุลาคม ปีนั้นอากาศบนภูกระดึงหนาวแล้วครับ เป็นที่ถูกใจพี่ๆ น้องๆ รวมถึงท่านอาจารย์หลายท่าน ได้ใส่เสื้อกันหนาวสีสดสวยสมกับที่จ่ายค่าลูกหาบช่วยหอบเสื้อผ้าขึ้นมา

        เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา  บ่ายแก่ๆ เราเดินไปดู  “ปะอาทิด”  ตกที่ผาหมากดูก  กันเลยทีเดียว  อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้คือเสื้อกันหนาว  หมวก  และไฟฉาย  ที่สำคัญที่สุดคือพี่ๆ เจ้าหน้าที่รักษาป่าที่เดินนำหน้าแถวพี่ๆ น้อง ชาว ส.ม.

       พี่น้องคับ “ปะอาทิด”  ตกที่ภูกระดึงมันช่างงดงามซาบซ่านเข้าไปถึงส่วนลึกของหัวใจทีเดียว

        กว่าจะกลับที่พักก็ 3-4 ทุ่ม  กว่าจะกลั้นใจอาบน้ำ คือยืนอยู่ข้างถังน้ำ นับ 1 2 3 แล้วก็ตักน้ำสาดตัวโครมๆๆๆๆ  เสร็จแล้วครับ  เช็ดตัวใส่เสื้อหนาวมานั่งขดตัวคุยกันตรงระเบียงบ้าน ได้เวลาพอสมควรก็นอนพักผ่อน  เพราะตอนเช้าต้องออกจากที่พักตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปดูปะ…ปะอีกแล้ว  ปะอาทิดขึ้นที่ผานกแอ่น 

        ตี 4 กว่า    แถวพร้อมก็ออกเดินกันตามสะดวก  ไปถึงผานกแอ่น ประมาณ ตี 5 ครึ่ง ภาพเบื้องหน้าคือทะเลหมอกขาวโพลนแผ่ไปกว้างไกล    พี่ๆ มือกล้องอย่างพี่ช้าง   พี่สุวิทย์ ตั้งขาตั้งกล้องเรียบร้อย กดชัดเตอร์เก็บภาพน่าประทับใจเอาไว้  น้องใหม่มือใหม่ก็ทดสอบวิชาถ่ายภาพที่เรียนมากันใหญ่เหมือนกัน เสียงชัตเตอร์กดกันระรัว  

ตี5 45 แสงแรกของดวงอาทิตย์ค่อยๆ สาดท้องฟ้า  ทุกๆ วินาทีที่เช็มนาฬิกากระดิก  แสงแรงขึ้นๆ จากนั้นขอบโค้งของปะอาทิดก็โผล่พ้นทิวเขาที่อยู่ไกลๆ    ไม่ถึง 5 นาที ปะอาทิดก็ลอยเหนือทิวเขา สาดแสงให้โลกสว่างไสวขึ้นทันใด หลังจากนั้นเสียงชัตเตอร์ก็ซาลง

ตอนนี้เลิกถ่ายรูปปะอาทิดแล้ว ยืนจับกลุ่มถ่ายรูปกันเอง   พอได้เวลาก็เคลื่อนพลกลับที่พัก  กินข้าวเช้า และหอบข้าวเหนียวหมูย่าง เนื้อย่างออกเดินรอบใหญ่บนภูกระดึงต่อไป

เดินมาพักใหญ่ เห็นสระน้ำเล็กๆ ดูตื้นเขิน  พอดีตาเหลือบไปเห็นป้าย  “สระอโนดาต”  ก็ตกใจ เพราะวาดภาพไว้ว่าสระอโนดาตคงจะเป็นบึงน้ำใหญ่ สวยงาม  แต่เมื่อสภาพเป็นแบบนี้ก็ต้องทำใจยอมรับ

ระหว่างเดินทางมีเสียงกรี๊ดๆ กันทีสองที ด้วยสาวๆ เจอตัวทากไต่เข้าไปในรองเท้า  เดือดร้อนพี่ๆ ต้องเอายาเส้นมาล้างเพื่อให้ตัวทากหลุดไปและห้ามเลือดได้ด้วย

ตกเย็นพวกเรายังเอนหลังบนระเบียงบ้าน  ท่ามกลางความเงียบ และมีสายลมหนาวพัดผ่าน  ผมมองเห็นต้นไม้ใบหญ้าลู่ลมปนกับเสียงห้วเราะของพวกเขา

วินาทีนั้นผมยังนึกว่า “ตัวเราบ้าไปหรือเปล่า ได้ยินเสียงต้นไม้ใบหญ้าเขาคุยเขาหัวเราะกัน”

        จนกระทั่งได้บวชเรียน  ได้เรียนหลักสูตรวิชาครูสมาธิของพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์  สิรินฺทโร จึงได้คำตอบว่า “ไม่บ้าหรอก แค่ช่วงเวลาที่เราจิตว่าง จิตสามารถรับรู้หรือสัมผัสพลังบางอย่างได้” ค่อยโล่งใจหน่อย

        วันรุ่งขึ้นก็เตรียมตัวลงจากภูกระดึง  นึกถึงบทเพลงภูกระดึงท่อนหนึ่งว่า  “ทุกคนได้ยลขออยู่ไปจนตาย   เพราะความสบายยอมตายที่นั่น  บางคนขอเปลี่ยนเนื้อเพลงว่า  “ทุกคนได้ยลขออยู่ไปจนตาย เพราะลงไม่ได้ยอมตายที่นั่น”  ความที่เพิ่งเดินขึ้นมาหยกๆ อีกวันก็เดินๆๆ  วันนี้ก็จะเดินลงอีกแล้วเหมือนขาไม่ยอมก้าว

        ผมว่าน้องใหม่จุฬาฯ 12 มากมายหลายคนคงได้เหน็ดเหนื่อยกับการขึ้นภูกระดึงกันมาแล้ว  คงได้รับความประทับใจมากน้อยต่างกันไปครับ  คนที่ประทับใจมากก็คงคิดว่าภูกระดึง…ไม่ไปไม่ได้แล้ว

        จากที่ไม่เคยขึ้นภูกระดึง ผมมารู้ว่าเราสามารถขึ้นภูกระดึงได้โดยเฉพาะตอนเป็นนิสิตนักศึกษา เพราะเป็นกิจกรรมยอดฮิตที่เดินขึ้นภูกระดึงกัน  แต่ที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลังจากไปภูกระดึงมาแล้วครั้งหนึ่งจะได้กลับไปขึ้นภูกระดึง 2  ตอนอยู่ปี 4 ทั้งๆไม่ได้ตั้งใจจะไปปีนภูกกระดึงอีกครั้ง

       ขึ้นภูกระดึงครั้งที่ 2 ทำไมถึงได้ไป  ไปกับใคร  ภูกระดึงมีอะไรเปลี่ยนไป..แฮ่ๆ  คงต้องติดตามตอนต่อไปละครับ  (ถ้ายังมีคนอ่านอยู่)


เรื่อง…..โสทร   ภาพ….เพื่อนๆ ส.ม.